ตำรวจ ปคม. เร่งพิสูจน์ทราบตัวเหยื่อ “ปิยบุตรคอสเพลย์อวตาร” เตรียมประสาน พม.- สหวิชาชีพ – อัยการ ระดมสมองถกข้อกฎหมายเอาผิดเพิ่ม เผยความแตกต่างกฎหมายคุ้มครองเด็กไทย-นอก เตรียมยกเป็นตัวอย่างผลักดันสู่กฎหมายสากล

          เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.3 บก.ปคม. เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีนายปิยบุตร อุไรงาม อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาคดีสร้างบัญชีแอคเคาท์สื่อออนไลน์ปลอม หรือ อวตาร ล่อลวงเด็กสาวหลายรายให้ถ่ายภาพโป๊ ก่อนแอบบันทึกเก็บไว้ข่มขู่แบล็คเมล์ให้ยอมทำตามข้อเรียกร้อง ว่าในวันพรุ่งนี้จะมีการประชุมสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีดังกล่าว เกี่ยวกับการวางกรอบแนวทางคดี ขณะที่ในส่วนของการพิสูจน์ทราบตัวผู้เสียหาย จากคลิปวิดีโอหลักฐานต่างๆจำนวนมาก ที่ตรวจพบในเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค และ โทรศัพท์มือถือของผู้ต้องหานั้น เบื้องต้นสามารถระบุตัวตนแหล่งที่อยู่อาศัยเป็นที่แน่ชัดแล้วประมาณ 3-4 คน อยู่ระหว่างการติดต่อประสานเข้าสอบปากคำ นอกจากนี้คาดว่าจะสามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเพื่อความรอบครอบ เนื่องจากเหยื่อมีจำนวนมาก
           พ.ต.อ.มนูญ กล่าวต่อว่า จากการที่คดีดังกล่าวมีผู้เสียหายเป็นเด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อจำนวนมากและกระจายเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่นั้น ทาง พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ ผบก.ปคม. จึงได้สั่งการให้แต่ละ กองกำกับการในสังกัด บก.ปคม. บูรณาการกำลังร่วมกัน เพื่อให้การดำเนินการต่างๆรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้เตรียมประสานขอความร่วมมือไปยัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เจ้าหน้าที่สหวิชาชีพ และ อัยการ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆในการเอาผิดผู้ต้องหารายนี้ให้มีบทลงโทษมากขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดเรื่องซ้ำรอยขึ้นอีก เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ต้องหารายนี้ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในประเทศไทยมีกฎหมายที่ควบคุมดูจะเป็นในเรื่องของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก กฎหมายล่วงละเมิดทางเพศเด็ก แต่ในต่างประเทศมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศที่เกิดขึ้นกับเด็กโดยเฉพาะ ซึ่งในกรณีนี้คดีดังกล่าวจัดอยู่ในประเภท การเตรียมเด็กเพื่อทารุณกรรมทางเพศ หรือ พฤติกรรมการเข้าหาเด็กโดยมีจุดประสงค์ทางเพศ child grooming โดยพฤติกรรมของคนร้ายอาศัยความใกล้ชิด และค่อยๆ ตีสนิท ก่อนทำการก่อเหตุ ซึ่งจากรายงานของสภายุโรป การป้องกันเด็กจากทารุณกรรมผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ (Protection of Children Against Abuse Through New Technologies) คณะทำงานได้กล่าวถึงประเด็นปัญหาที่เริ่มเติบโตขึ้นเกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยกล่าวถึงการตระเตรียมเด็กผ่านทางอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายหลักควบคุมในเรื่องของการล่วงละเมิดทางเพศ แต่อาชญากรรมดังกล่าวเป็นอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งที่มีความเฉพาะที่คนร้ายพยายามสร้างบาดแผลทางจิตใจเหยื่อเป็นลักษณะการล่วงละเมิดทางจิตใจ ในต่างประเทศมีการบังคับใช้กฎหมายที่มี บทลงโทษซึ่งจะนำไปสู่คดีในลักษณะดังกล่าวตัวอย่างเช่น ในคอสตาริกาตั้งแต่ปี 2556 กฎหมายอาญาได้ทำการล่อลวงเด็กทางเพศโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ผิดกฎหมาย โดยกำหนดโทษ 1-3 ปีสำหรับบุคคลที่พยายามเริ่มการสื่อสารเพื่อให้เกิดกามอารมณ์ หรือการสื่อสารทางเพศ กับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
          ในประเทศ เนเธอร์แลนด์ หากทำการตระเตรียมเด็กออนไลน์เพื่อทารุณกรรมทางเพศให้ผิดกฎหมาย โทษสูงสุดคือจำคุก 2 ปี หรือปรับ ขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีการกำหนดบทลงโทษโดยเฉพาะมาตรา 2422 แห่งประมวลกฎหมายอาญากำหนดให้ความพยายามหรือการชักชวนชักจูงชักชวนหรือบีบบังคับบุคคลใดก็ตามที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้าประเวณีหรือกิจกรรมทางเพศทางอาญาถือเป็นอาชญากรรมซึ่งการลงโทษอาจส่งผลให้ต้องจำคุก 15 ปีและปรับ อย่างไรก็ตามมีกรณีตัวอย่างในเมืองโคโลราโดการดูแลเด็กมีความหมายเหมือนกันกับการล่อลวงและการล่อลวงทางอินเตอร์เน็ตการล่อลวงเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีโดยมีเจตนาทำร้ายทางเพศหรือติดต่อทางเพศโดยไม่ชอบด้วยกฏหมายถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย การล่อลวงเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีอาจส่งผลให้ต้อง รับโทษจำคุก2 ถึง 6ปีหรือปรับตั้งแต่ 2000 ถึง 5000 ดอลล่าร์ รวมทั้งอาจถูกตั้งข้อหาเป็นความผิดอาญาอื่นๆในกรณีเช่นเดียวกัน
            ขณะเดียวกันในประเทศไทยมีการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับคดีอาชญากรรมในรูปแบบนี้รวมทั้งมีการเพิ่มโทษกับผู้ต้องหาที่มีการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว ซึ่งกรณีนี้อาจจะเป็นเคสตัวอย่างที่จะทำให้มีการผลักดันกฎหมายได้ในอนาคต

 

Advertisement